BEOGAMING : ชีวิตที่เกิดมากับความเพียบพร้อม แต่ถูกตราหน้าเป็นเด็กเส้น เขาคต้องมีความพยายามขนาดไหน ถึงจะลบคำสบประมาทเหล่านี้ออกไปจากตัวเขาเสียให้หมด เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักสุดยอดกลางเขาคนนี้ เพราะเขาคือตำนานอีกคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง แต่ใครจะเชื่อกันหล่ะว่าเส้นทางชีวิตของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต่างเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ยากลำบากซ่ะเหลือเกิน ถึงขนาดที่แฟนบอลของตนเองเลยโห่ไล่เขามาแล้ว แต่เขานี่แหละคือยอดนักเตะที่พิสูจน์ตัวเองและเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาด้วยฝีเท้า และนี่คือเรื่องราวของ แฟรงค์ แลมพาร์ด

BEOGAMING : ตำนานกองกลางหัวใจสิงห์บลูส์แฟรงค์แลมพาร์ด

BEOGAMING : นับตั้งแต่ช่วงที่เขาลืมตาขึ้นมาบนโลก ก่อนที่จะกลายมาเป็นราชาในสนามฟุตบอล นักเตะคนนี้ต้องมีคำว่า ซีเนียร์ ลงนายชื่อของตนเองมาเสมอ เพราะเขาคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ แฟรงค์ แลมพาร์ด (ซีเนียร์) อดีตแบ็คซ้ายของทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ด และมีลุงเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งถือเป็นยุคที่เวสต์แฮมโหดมาก ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาถูกหล่อหลอมเรื่องฟุตบอลมาได้อย่างไร ในเส้นทางอาชีพนักเตะ และ เส้นทางการคุมทีม

เขาเริ่มสร้างชื่อในเส้นทางค้าแข่ง ด้วยการเป็นนักเตะเยาวชน ของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ ลุงเขย และพ่อ ของเขาคุมทีมอยู่ในช่วงเวลานั้น ในปี 1994 และถูกสวอนซี ยืมไปใช้งาน 1ปี 1995/1996 และจากนั้นเขาก็สร้างผลงานพิสูจน์ตัวเองว่าเพราะไม่ใช่ ลูกพ่อ หลานลุง เขาแสดงฝีเท้าจนติดทีมชาติอังกฤษรุ่นเล็ก u21 ในปี1997 และติดธงชุดใหญ่ ในปี 1999 จนในที่สุดไปเข้าตาสโมสรร่วมกรุงลอนดอน เชลซี

เขาย้ายไปร่วมทีม เชลซี ในปี 2001 ด้วยค่าตัว 11ล้านปอนด์ และก็เป็นที่นี่ ที่เขาสร้างเกียรติยศมากมาย เขาอยู่กับเชลซี 13 ฤดูกาล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 3 สมัย , เอฟเอคัพ 4 สมัย , แชมป์ลีกคัพ 2 สมัย , แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยยส์ลีก 1สมัย , แชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้าลีก 1สมัย

เขาลงสนามให้เชลซี 648 นัด ยิง 211 ประตู เป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของเชลซี ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ใช่กองหน้า เขาประกาศอำลาทีมชาติอังกฤษ ในสิงหาคม 2014 ลงสนามให้สิงโตคำราม 106นัด ยิงไป 29 ประตู

เขาออกจากเชลซี ในปี 2014 เพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ใน เมเจอร์ลีกซ้อกเกอร์ สหรัฐอเมริกา กับ นิวยอร์ก ซิตี้ ทีมในเครือของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และยังไม่ทันไป สหรัฐอเมริกา ก็ถูก แมนฯซิตี้ ยืมตัว 1 ฤดูกาล ลงสนามให้ซิตี้ 36 นัด ทำได้ 8 ประตู และฤดูกาลถัดไป ก็ไปร่วมทีม นิวยอร์ก ซิตี้ และหลังจากนั้นเขาประกาศยุติการเล่นอาชีพ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2017 ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางผู้จัดการทีม

แฟรงค์ แลมพาร์ด เริ่มงานผู้จัดการทีม กับแกะเขาเหล็ก ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ในลีกรอง เดอะแชมเปี้ยนส์ชิพ ในพฤษภาคม 2018 โดยทำผลงานจบอันดับที่ 6 และพ่ายแพ้ในการเพลย์ออฟขึ้นพรีเมียร์ลีก นัดชิงชนะเลิศ แพ้แอสตันวิลล่า 1-2 พลาดการเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีกอย่างน่าเสียดาย

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเชลซี ได้ แยกทางกับ เมาริซิโอ ซาร์รี ทีมเก่าของเขาจึงมาดึงตัวเขาไปร่วมงานในเดือน กรกฎาคม 2019 แลมพาร์ด ทำผลงานฤดูกาลแรกของเขากับเชลซี ในขณะที่ เชลซี ถูกแบนจากตลาดซื้อขายนักเตะ ไม่มีการเสริมทัพใด ๆ ให้ทีม เริ่มด้วยการเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2019/2020 ออกไปเยือน พ่าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  4-0 และแพ้ ลิเวอร์พูล ในนัดชิง ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ ด้วยการดวลจุดโทษ เขาจบฤดูกาลแรกของเขากับเชลซี หลังจากการกลับมาแข่งใหม่ หลังล็อกดาวน์ โควิด-19 ด้วยการจบอันดับ 4 ของพรีเมียร์ลีก พ่ายแพ้ในนัดชิง เอฟเอคัพ ต่อ อาร์เซนอล และตกรอบ 16 ทีม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อ บาเยิร์น มิวนิก

จุดเด่นของกองกลางคนนี้ อย่างที่เราได้เกรินไปเรื่องหนึ่งที่มหัศจรรย์มาก ๆ นั้นก็คือความฟิตและความขยันของเขา และนอกจากนี้ แลมพาร์ด ก็ถือเป็นกองกลางครบเครื่องไปเสียทุกอย่างเลย แน่นอนแหละว่าการจ่ายบอลและการเปิดบอลของเขาทำได้ดีมาก ๆ ทว่า แลมพาร์ด เป็นนักเตะที่มีมุมมองที่ดีแถมยังอ่านเกมได้อย่างยอดเยี่ยม และสิ่งที่เด่นที่สุดในตัวเขาไม่เราจะไม่พูดก็ไม่อดไม่ไหว นั้นคือ การทำประตูของกองกลางถือเป็นประตูที่โหดไม่แพ้กับกองหน้า ไม่ว่าจะเป็นการสอดขึ้นมายิงในกอบเขตโทษ เขาจะเป็นคนหาพื้นที่ได้ดีมาก ๆ หรือจะเป็นการยิงไกลด้วยท่าไม้ตายสุดทีเด็ดของกองกลางคนนี้เลย จนทำให้ แลมพาร์ด ทั้ง ๆ ที่เป็นกองกลางแท้ ๆ แต่เขากับครองสุดยอดสถิตินั้นก็คือ ดาวสันโวสูงสุดตลอดกาลของเชลซีเอาไว้ได้ นี่จึงกลายเป็นสิ่งที่สุดยอดและเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่เขาได้สร้างเอาไว้ และนี่ก็เป็นเรื่องราวของสุดยอดกองกลางของ แฟรงค์ แลมพาร์ด 

บทความจาก : BEOGAMING

hanno-kannonji.com